งานเขียนบทความผลงานประกวด
Trending

อันดับ 1 Trick or Treat เสียงอำลาในเทศกาลสีทอง

Story Highlights
  • ชื่อ นามสกุล : นายกอบกิจ คำภา
  • ชื่อเรื่อง : Trick or Treat เสียงอำลาในเทศกาลสีทอง
  • นามปากกา : IKaiC
  • ชื่อเฟส : กอบ กิจ

พี่คะ!

เสียงเล็กใสดังออกมาเรียกให้เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีที่กำลังยืนดูแกะแทะเล็มหญ้าอยู่นั้นให้หันกลับไปตามเสียงเพรียกที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

    “แคลร์!” เสียงนุ่มของเด็กหนุ่มผู้เป็นพี่ชายขานรับดังก้องด้วยความตระหนก เด็กหนุ่มในชุดกันหนาวตัวหนาวางฟืนไม้ที่เตรียมนำมาก่อกองไฟทิ้งลงบนพื้นหญ้าที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ 

    ร่างผอมวิ่งฝ่ากองหิมะหนาบนพื้นตรงไปยังที่มาของเสียงที่กำลังหวาดกลัวของน้องสาว เด็กหนุ่มวิ่งฝ่าทัศนียภาพสีขาวโพลนในฤดูหนาวที่เย็นเยือกตรงมายังบึงทะเลสาบกว้างที่น้ำกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งปกคลุม

    “เบน! พี่คะ!” เสียงใสเปล่งดังออกมาพร้อมกับหวีดร้อง เด็กหญิงในชุดกันหนาวตัวหนาเกาะอยู่ที่ขอบรอยแตกของแผ่นน้ำแข็ง ร่างของเธอจมอยู่ในน้ำที่เย็นเยือกจับแข็งไปถึงกระดูก มีเพียงใบหน้าใต้ฮูดขนสัตว์ที่โผล่ขึ้นมาหายใจ แขนเล็กในเสื้อหนาเกาะตะกายแผ่นน้ำแข็งที่แตกออกกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอกำลังจะจมน้ำ

“แคลร์!”

   เด็กหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนหนานุ่มอบอุ่น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความกลัวกับภาพที่เห็น ร่างผอมของเด็กชายผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มชุ่มไปด้วยเหงื่อกาย หายใจหอบถี่ด้วยความตื่นตระหนก 

    “นี่เราฝันไปหรือนี่”

    เสียงนุ่มกล่าวพร้อมกวาดตามองไปรอบห้อง ห้องที่ทำจากไม้ตั้งอยู่ในห้องใต้หลังคาของบ้านซึ่งเป็นห้องนอนของเด็กหนุ่ม ข้างเตียงมีโต๊ะไม้มีนาฬิกาปลุกเรือนเก่าที่เข็มหยุดเดิน และของเล่นของเด็กหนุ่มวางตั้งอยู่อย่างระเกะระกะ บานหน้าต่างกระจกที่พร่ามัวมีแสงเล็ดลอดสาดเข้ามา บ่งบอกว่าดวงอาทิตย์ได้ทอดขึ้นมาเยือนผิวโลกแล้ว

    ร่างผอมดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ก่อนดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลจะกวาดสำรวจมองไปรอบห้องอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเขาตื่นแล้วจริง ๆ ทุกอย่างในห้องนอนดูเหมือนเดิมอย่างที่เขาเคยเห็น ร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนเดินลงมาจากห้องใต้หลังคาผ่านบันไดไม้ง่อนแง่น 

    บ้านที่ก่อด้วยอิฐสีแดงมีพื้นผิวขรุขระดูเอียงเล็กน้อย โต๊ะไม้สีซีดเก่าตั้งอยู่กลางบ้าน ข้างโต๊ะไม้มีปล่องไฟที่เคยจุดให้ความอบอุ่นในค่ำคืนที่เหน็บหนาว อากาศที่อบอุ่นกว่าในความฝันเมื่อครู่ทำให้ร่างผอมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาไม่น้อย 

    “ลงมาแล้วหรือเบน”

    เสียงอบอุ่นกล่าวทักทายดังมาจากในครัว หญิงร่างอวบอ้วนผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลทองกำลังกวนแป้งในถ้วยอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าสวยมีคราบแป้งสาลีเปรอะอยู่เล็กน้อย เด็กหนุ่มเดินตรงเข้าไปในครัว โต๊ะไม้มีอุปกรณ์ครัวมากมายตั้งอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบมากนัก เตาอบที่จุดไฟไว้กำลังคุกรุ่นอยู่รออบขนมที่หญิงอ้วนกำลังทำ

    “กำลังทำอะไรหรือครับแม่” เบนกล่าวพลางก้มมองแป้งและครีมเค้กด้วยความสงสัย

    “แม่กำลังจะทำขนมจ้ะ…วันนี้แม่ทำโซลเค้กด้วย” เสียงอบอุ่นกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

    “โซลเค้กหรือครับ…”

    “ใช่…โซลเค้กเป็นขนมสำหรับวิญญาณ เราทำให้กับวิญญาณเพื่อให้วิญญาณได้ไปสู่สรวงสวรรค์”

    “ถ้าอย่างนั้น…วันนี้วันฮาโลวีนหรือครับ” เสียงนุ่มกล่าวด้วยความประหลาดใจ 

    “ใช่จ้ะ…วันที่สามสิบเอ็ดตุลาคม ไม่เชื่อก็ลองออกไปดูข้างนอกสิ”

    สิ้นเสียงอบอุ่นของผู้เป็นมารดา เบนก้าวมายังประตูไม้บานหนาของบ้าน ก่อนเปิดมันออกกว้างโดยมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูเก่า แสงอาทิตย์ยามสายของฤดูใบไม้ร่วงสาดทอเข้ามาสว่างจ้า เกิดเป็นแสงทองของทัศนียภาพในชนบทอันงดงาม พ้นรั้วไม้สีขาวของบ้านออกไปมีถนนหินที่ทอดยาวผ่านกลางหมู่บ้าน 

เมื่อเดินพ้นรั้วไม้ออกมายังถนน เบนมองตรงออกไปตามถนนที่มีบ้านเรือนมากมายตั้งอยู่ ฟักทองหลายลูกแกะสลักเป็นรูปใบหน้าของภูตผีที่ทุกคนคุ้นเคย วางเรียงรายประดับอยู่ที่หน้าบ้านของบ้านเรือนแทบทุกหลัง มีการตกแต่งหมู่บ้านให้เข้ากับบรรยากาศของวันฮาโลวีน ชายหนุ่มและหญิงสาวหลายคนร่วมกันติดโคมไฟรูปฟักทองห้อยพาดยาวไปตามเสาไม้ข้างถนน เด็กเล็กมากมายวิ่งเล่นกันไปมาอย่างตื่นเต้นและสนุกสนาน

เบนเผยยิ้มออกมาอย่างเบิกบานใจ ค่ำคืนที่หลายคนต่างรอคอยกำลังจะมาถึง เทศกาลวันฮาโลวีนที่น่าสนุกและน่าตื่นเต้นในค่ำคืนนี้ ต้องทำให้เขาประทับใจมากเป็นแน่

“เบนเหรอ” 

เสียงทุ้มต่ำขานเรียกเด็กหนุ่มจากด้านหลัง เบนหันกลับไปตามเสียงเรียก พบกับชายวัยกลางคนร่างสูงกำยำในชุดทำเกษตรที่มีรอยเปรอะเปื้อนของดินโคลนเล็กน้อย กำลังดันรถเข็นที่เต็มไปด้วยฟักทองลูกโตจำนวนมาก ก่อนจะหยุดรถเข็นฟักทองไว้ที่ใต้ร่มเงาของต้นไม้สูงอีกฝั่งของตัวบ้าน

เบนตรงปรี่เข้าไปหาชายร่างสูงเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ใช้ผ้าผืนขาวซึ่งพาดอยู่บนบ่าซับเหงื่อไคลบนใบหน้า ณ ใต้ร่มไม้ ร่างสูงถอดหมวกฟางออกและพัดโบกเพื่อให้รู้สึกเย็นสบายขึ้นหลังจากที่อยู่กลางแดดมาสักพัก

“ครับพ่อ” เบนขานรับผู้เป็นบิดาเมื่อเข้ามายังใต้ร่มไม้ต้นเดียวกัน

“ดีละ…มาช่วยพ่อหน่อยสิ” พ่อกล่าวพลางขยับยกลูกฟักทองวางลงบนพื้นใกล้โคนต้นไม้ทีละลูกอย่างระมัดระวัง

“แกะสลักฟักทองหรือครับ!”

“ใช่…พอทำตรงนี้เสร็จ เดี๋ยวจะไปติดโคมไฟรอบบ้านอีกน่ะ…แต่มาทำอันนี้ก่อนดีกว่านะ”

“เดี๋ยวผมทำเองครับพ่อ”

เบนกล่าวอย่างมั่นใจ ก่อนรับลูกฟังทองลูกโตจากมือพ่อและวางลงที่กองฟักทองลูกอื่น ๆ เบนหยิบฟักทองทุกลูกวางลงที่โคนต้นไม้อย่างเบามือ

“แน่ใจนะ” พ่อกล่าวพลางยืนเท้าสะเอวมองการกระทำของลูกชาย

“แน่ใจครับ” 

เบนกล่าวทันทีหลังจากยกลูกฟักทองกว่าสิบลูกวางลงบนพื้นจนหมด และเตรียมท่าจะดันรถเข็นไปเอาลูกฟักทองที่ไร่หลังบ้านมาเพิ่ม

“ดีล่ะ…งั้นพ่อจะไปติดโคมไฟละกัน”

“เดี๋ยวครับพ่อ” เสียงนุ่มของเด็กหนุ่มเรียกให้ผู้เป็นพ่อหันมองกลับมายังใต้ร่มไม้อีกครั้งก่อนจะเดินออกไป

“ว่าไง”

“เห็นแคลร์ไหมครับ”

“แคลร์เหรอ…เห็นวิ่งเล่นกับเพื่อนอยู่ที่ทุ่งหญ้าฝั่งนู้นน่ะ…น้องเอาเจ้าวีวีไปด้วย”

พ่อกล่าวพลางชี้ออกไปยังทุ่งหญ้าสีเขียวขจีด้านทิศตะวันออก ท่ามกลางทุ่งหญ้ามีกอหญ้าเตี้ย ๆ มากมาย รวมถึงดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่ขึ้นประดับประดาทุ่งหญ้าอย่างสวยงาม หมู่มวลผีเสื้อสีสันสดใสมากมายบินเกาะดอกไม้อยู่เป็นหย่อม ๆ 

“วีวีหรือครับ” เสียงนุ่มเอ่ยด้วยความสงสัย

“ลูกแกะตัวใหม่น่ะ”

“อ๋อ”

“พ่อไปละนะ” พ่อกล่าวและหันหลังเดินออกไปจากใต้ร่มไม้ตรงเข้าไปในบ้าน 

“ครับพ่อ”

สิ้นเสียงของเด็กหนุ่ม ร่างผอมก็ดันรถเข็นที่หนักเอาเรื่องตรงไปยังไร่ฟักทองหลังบ้าน ลูกฟักทองสีเหลืองส้มเล็กใหญ่มากมายประดับอยู่บนพื้นดินสีเข้มที่มีไม้เลื้อยสีเขียวของลำต้นขึ้นแทรกอยู่สวยงาม เบนเดินเข้าไปในไร่และหยิบลูกฟังทองทีละลูกกลับมาใส่ยังรถเข็นอย่างทุลักทุเล 

ทุกครั้งที่เดินผ่านดินแห้ง ฝูงผีเสื้อจะบินว่อนแตกฮือกันเกิดเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ เบนขนลูกฟักทองกว่าสิบลูกมาใส่ยังรถเข็นจนเต็ม และเข็นรถที่มีน้ำหนักมากขึ้นกลับมายังร่มไม้อย่างยากลำบาก ก่อนจะยกลูกฟักทองวางลงกองบนพื้นที่โคนต้นไม้อย่างระมัดระวัง

เบนยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก และถอนหายใจออกดังฟู่หลังจากที่ยกฟักทองลูกสุดท้ายลงมาจากรถเข็นได้สำเร็จ ก่อนที่ลูกสุนัขสีขาวลายด่างตัวหนึ่งจะวิ่งตรงลู่มายังเขาด้วยท่าทีตื่นเต้น

“เจ้าเวล!” 

เบนย่อตัวลงนั่ง เจ้าลูกสุนัขมีท่าทีตื่นเต้นเมื่อได้พบเจ้าของของมัน เจ้าเวลพุ่งเข้ามาเลียใบหน้าและมือของเบนอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับส่ายหางถี่รัวตามประสา

“เป็นอะไรของแกล่ะนี่…ไม่เจอฉันคืนเดียว ทำเหมือนฉันตายไปแล้วเสียอย่างนั้น” 

เบนลูบหัวลูกสุนัขอย่างคุ้นเคย เมื่อเจ้าเวลเริ่มสงบลง มันก็ทิ้งตัวลงนอนอยู่ข้างกองฟักทองมากมายที่เบนและพ่อขนมา เด็กหนุ่มเริ่มใช้มีดจากในบ้านมาแกะสลักฟักทองเป็นรูปใบหน้าต่าง ๆ ทั้งใบหน้าของภูตผี บางลูกก็มีดวงตาเป็นรูปดาวหรือพระจันทร์ 

แสงแดดยามบ่ายแก่เริ่มคล้อยลงต่ำ เบนนั่งแกะสลักฟักทองได้กว่ายี่สิบลูกแล้ว เหลือเพียงไม่กี่ลูกก็จวนจะเสร็จจนหมด ไส้ฟักทองกองพะเนินสูงอยู่บนรถเข็นข้างต้นไม้ เด็กหนุ่มขยับเปลี่ยนที่นั่งตามทิศทางร่มเงาของต้นไม้ ข้างกายมีลูกสุนัขที่นอนหลับปุ๋ย หายใจคลอเพลินไปกับเสียงเพลงจากวิทยุเก่า ภาพของทุ่งหญ้าสีเขียวที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองใต้เงาของแสงอาทิตย์ สร้างความงดงามให้แก่หมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างน่าอัศจรรย์

    “เบน!” 

เสียงใสเอ่ยเรียกให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น เด็กหญิงร่างเล็กผู้มีเรือนผมหยิกสั้นสีทองที่สูงเพียงสี่ฟุตกำลังถือลูกแกะตัวน้อยที่เลอะโคลนเกือบทั้งตัวในอ้อมกอด เจ้าของร่างเล็กทิ้งตัวนั่งลงข้างผู้เป็นพี่ แววตาแสดงออกถึงความประหลาดใจและตื่นเต้นในภาพที่เห็น

    “ไง แคลร์”

    “พี่ทำหมดนี่เลยเหรอ” แคลร์กล่าวพร้อมแสดงสีหน้าที่ประทับใจในโคมไฟฟักทองที่กองเรียงรายอยู่มากมาย แม้มันจะยังไม่ได้ใส่แสงไฟเข้าไป แต่เพียงเท่านี้ก็สวยงามมากแล้ว

แคลร์ปล่อยลูกแกะออกจากอ้อมกอด มันเดินออกห่างไปก่อนจะนอนลงบนพื้นหญ้าและเช็ดคราบโคลนบนตัวกับโคนต้นไม้ เด็กหญิงยกลูกฟักทองลูกโตที่มีใบหน้าของปีศาจขึ้นมากอดแทน

    “ใช่…มันดูดีใช่ไหมล่ะ”

    “สุดยอดมาก…หนูขอทำบ้างสิ” เสียงใสกล่าวอย่างตื่นเต้น

    “เอาสิ”

    เด็กหนุ่มยื่นฟักทองลูกเล็กที่สุดและมีดอันเล็กส่งให้กับเด็กหญิง ก่อนจะหันกลับมาแกะสลักฟักทองสีเหลืองส้มลูกโตตรงหน้า

    “ลืมแนะนำเลย…นั่นเจ้าวีวี พ่อเพิ่งซื้อมาตอนรุ่งสางวันนี้” เสียงใสเอ่ยพลางผายมือไปยังลูกแกะมอมใบหน้ามึนงง

    “วันแรกก็เปื้อนขนาดนี้เลยเหรอ” เบนกล่าวพลางจ้องมองไปยังร่างที่อาบไปด้วยคราบโคลนดินของลูกแกะ ขนของมันแข็งและขดเป็นก้อนสีน้ำตาลดูประหลาดพิลึก

    “มันซนมากเลย…วิ่งไล่ผีเสื้อจนตกไปในกองโคลน”

    “คิดถึงเจ้ามาร์เหมือนกันนะ เจ้าแกะแก่ที่ตายไปสองวันก่อน”

    “นั่นสิ…แต่เรามีสมาชิกใหม่แล้ว ใช่ไหม…เจ้าวีวีน้อย”

    สองพี่น้องสนทนากันอย่างสนิทสนมท่ามกลางดวงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำลงจนเกือบจะละหายไปจากขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนสีเป็นสีม่วงเข้ม มีกลีบเมฆสีทองและชมพูประดับอยู่สวยงาม

    “คืนนี้เธอจะออกไปเล่นทริกออร์ทรีตไหม” เบนกล่าวถาม ขณะที่ก้มหน้าก้มตาแกะสลักลูกฟังทองลูกโตที่มีขนาดใหญ่เต็มหน้าตักของเขา

    “ไปแน่นอนอยู่แล้ว…พี่มาเล่นด้วยกันไหม”

    เด็กหญิงร่างเล็กที่กำลังนอนกลิ้งไปมาเล่นกับแกะลุกขึ้นนั่งก่อนกล่าวกับพี่ชาย มือเล็กสางผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงหลังจากเล่นซน ก่อนจะดึงลูกแกะขนเปื้อนมากอดไว้ในอ้อมอก

    “พี่โตแล้ว…พี่ไม่เล่นหรอก”

    “ไม่เห็นจะโตเลย ตัวแค่นี้เอง” เสียงใสกล่าวพร้อมใบหน้าบูดบึ้งอยากให้พี่ชายไปเล่นด้วย

    “พี่สูงกว่าเธอมากกว่าฟุตอีกนะ”

    “ความสูงไม่เกี่ยวกับการโตไม่โตนะ”

    “แต่พี่สิบห้าแล้ว…พี่ไม่เล่นแล้ว” เสียงนุ่มของเด็กหนุ่มกล่าวก่อนก้มลงแกะสลักฟักทองลูกสุดท้ายอย่างตั้งใจ

    “สิบสี่ไม่ใช่เหรอ”

    “สิบห้าแล้ว…พี่เกิดเดือนเมษายนนะ”

    “เห้อ…แต่ยังไงพี่ต้องไม่เชื่อแน่ เจคอายุตั้งสิบเก้าแล้วยังเล่นอยู่เลย” 

แคลร์ทอดถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย ก่อนจะลูบขนที่เปื้อนโคลนขรุขระของเจ้าวีวีอย่างเพลิดเพลิน เธอแกะสลักฟักทองของเธอออกมาเป็นรูปใบหน้าที่บูดเบี้ยวเสร็จไปแล้ว

ท้องฟ้าเริ่มไร้ซึ่งแสงสีทองจากหมู่เมฆ เหลือเพียงสีม่วงและดวงดาวสีพราวใส บรรยากาศรอบตัวโอบล้อมไปด้วยความมืด เมื่อมองกลับมายังหมู่บ้าน แสงไฟจากโคมไฟฟักทองสีส้มที่ประดับประดามากมายสว่างไสวงดงาม แสงสีทองที่เล็ดลอดออกมาจากฟักทองแกะสลักมากมายสาดทอให้หมู่บ้านสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดของจักรวาล

    “มืดแล้วนี่” เสียงนุ่มกล่าวพลางมองไปรอบ ๆ หลังจากที่แกะสลักฟักทองลูกสุดท้ายได้สำเร็จ

    “ผีจะออกมาไหม” แคลร์กล่าวพร้อมท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย เธอแน่ใจว่าเห็นคนแต่งตัวเป็นแวมไพร์เดินอยู่ที่ถนน 

    “ออกมาสิ…ผีจะมาจับเด็กดื้อไป” เบนกล่าวล้อน้องสาวเพื่อหยอกให้กลัว แต่แคลร์มีท่าทีสบายใจขึ้นมาในทันที

    “โชคดีที่หนูไม่ดื้อ”

    “ฮ่า…ยัยบ๊องเอ๊ย” เบนหลุดขำให้กับท่าทีไร้เดียงสาของน้องสาว เขารับประกันได้เลยว่าแคลร์เป็นเด็กที่ซนที่สุดในหมู่บ้านแล้ว

    เบนและแคลร์ได้ช่วยกันจุดเทียนไขและใส่ไปในฟักทองที่แกะสลักแล้ว ก่อนจะนำมันไปวางไว้ที่จุดต่าง ๆ ของบ้านทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน รั้วบ้าน และโคนต้นไม้ โคมไฟสีทองมากมายส่องแสงประดับบ้านอย่างสวยงาม

    เมื่อสองพี่น้องก้าวเข้ามาในบ้าน บ้านอิฐสีแดงจุดเทียนไขติดไว้ตามจุดต่าง ๆ ของบ้านเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของวันฮาโลวีน ขนมมากมายที่แม่อบไว้วางตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ มีลูกกวาดเตรียมไว้สำหรับการละเล่นทริกออร์ทรีตของเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน

    “ไม่ไปแต่งตัวหรือแคลร์” แม่กล่าวถามแคลร์ ทำเอาเด็กหญิงสะดุ้งโหยง

    “ไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

    แคลร์รีบวิ่งหายขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน ตามมาด้วยเสียงกึกกักจากบนห้อง หญิงอ้วนมองตามหลังลูกสาวก่อนหันกลับมามองยังลูกชายที่ยืนมองขนมเค้กรูปต่าง ๆ อยู่อย่างใจจดใจจ่อ

    “ไปกับน้องไหมลูก”

    “ไม่ล่ะครับ” เบนเงยหน้าตอบ

    “ไปเป็นเพื่อนน้องหน่อยสิลูก…ไม่ต้องเล่นกับน้องก็ได้” พ่อกล่าว เบนหยุดชะงักคิดก่อนจะตอบตกลงเพราะกลัวว่าแคลร์จะออกไปเล่นซนจนเกินไป

    “…ก็ได้ครับ”

    “เดี๋ยวเขาจะมีพิธีที่กองไฟกลางหมู่บ้าน…เบนก็เอาคบเพลิงกลับมาจุดไฟเตาผิงที่บ้านด้วยนะลูก” แม่กล่าว

    “ได้ครับแม่”

    สิ้นเสียงของเด็กหนุ่ม เด็กหญิงในชุดแม่มดสีม่วงก็เดินลงมาจากชั้นสองในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีหลังจากหายไป ทำให้เบนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย 

    “เสร็จแล้วค่ะ” เสียงใสเอ่ยขึ้น

    “เร็วเกินไปนะ…ยัยแม่มดน้อย”

    “ก็รีบนี่นา…ไปกันเถอะ” 

    แคลร์เดินไปหยิบตะกร้าไม้ที่เตรียมเอาไว้ ก่อนเดินนำเบนหายออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว เบนวิ่งตามน้องสาวที่ไม่รอท่าเขาแม้แต่น้อย โดยมีเจ้าเวล ลูกสุนัขของเบนวิ่งตามออกมาด้วย

    เมื่อออกมาเดินยังถนนหินของหมู่บ้าน แสงไฟจากฟักทองมากมายส่องสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดของราตรี ชาวบ้านมากมายแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจตามความเชื่อ กลุ่มเด็กหลายคนวิ่งไปเคาะประตูบ้านเรือนต่าง ๆ เพื่อเล่นทริกออร์ทรีต และได้ลูกกวาดมาจากชาวบ้าน บรรยากาศความสนุกสนานยามค่ำคืนที่งดงามทำให้เบนรู้สึกเบิกบานไม่น้อย

    “เธอไม่ไปเล่นกับพวกเขาเหรอ”

    “หนูนัดเจคและเกวนไว้ที่กองไฟน่ะค่ะ” 

    สองพี่น้องเดินตรงมายังใจกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายสิบคนมารวมตัวกันที่นี่ ที่ซึ่งเป็นลานหินกว้าง มีกองกูณฑ์ขนาดใหญ่ที่คุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงลุกโชติช่วง แสงไฟกลบความมืดมิดและความหนาวเหน็บยามราตรี เกิดเป็นบรรยากาศที่อบอุ่น ชาวบ้านต่างโยนผลไม้เข้าไปในกองกูณฑ์ตามความเชื่อ ก่อนที่จะนำท่อนไม้มาจุดไฟจากกองกูณฑ์เป็นคบเพลิงเพื่อนำกลับไปจุดยังเตาผิงที่บ้าน

    เบนยืนดูพิธีกรรมหน้ากองไฟศักดิ์สิทธิ์โดยลืมมองหาน้องสาว เมื่อหันกลับมาแคลร์ก็หายไปเสียแล้ว เหลือเพียงเจ้าเวลที่กำลังตั้งหน้าขุดดินอย่างบ้าคลั่ง เบนรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อมองออกไปยังกลุ่มบ้านเรือนหลายหลัง เห็นแคลร์และกลุ่มเพื่อนกำลังละเล่นทริกออร์ทรีตอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งอย่างสนุกสนาน

    เบนเผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมาเล็กน้อย ในวันฮาโลวีนที่เขาเคยกลัวในตอนเด็ก วันนี้มันกลับกลายเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของความสุขในชีวิต ภาพของชาวบ้านที่ได้ออกมาละเล่นกันอย่างสนุกสนาน แสงจากโคมไฟฟักทองและประเพณีที่สวยงาม ทำให้เบนรู้สึกอิ่มเอิบใจ

    เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปในใกล้กองกูณฑ์ ก่อนจะจุดคบเพลิงที่ปลายไม้ซึ่งเตรียมมาจากบ้าน ดวงไฟลุกโชติช่วงอยู่ปลายไม้สว่างไสวและงดงาม เบนจะนำมันไปจุดยังเตาผิงที่บ้านเพื่อความเป็นโชคดีแก่ครอบครัวของเขา

    หลังจากที่เบนเงยหน้าขึ้นมาจากคบเพลิงในมือของตน ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของเขาก็มองไปเห็นสุสานของหมู่บ้าน เกิดแรงดึงดูดบางอย่างที่เรียกร้องเขาให้ไปที่นั่น สุสานที่อยู่ห่างออกไปทำให้เขามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในนั้นได้อย่างไม่ชัดเจน จึงตัดสินใจที่จะไปดูใกล้ ๆ

    “ไปกันเถอะ…เวล”

    เบนกล่าวกับลูกสุนัขที่แสนเชื่อง ร่างผอมเดินนำเจ้าเวลตรงไปยังสุสาน เรียวขาก้าวอย่างเชื่องช้าด้วยความรู้สึกตื่นเต้นในใจ เบนเดินสวนกับชาวบ้านมากมายที่ต่างตรงไปยังกองกูณฑ์ ความมืดมิดเริ่มเข้าปกคลุมเมื่อที่แห่งนี้ไม่มีแสงไฟมากมายนัก โคมไฟหัวฟักทองเพียงสิบกว่าลูกให้ความสว่างทั้งสุสานได้ไม่ทั่วถึง 

    เมื่อมาถึงหน้าทางเข้าสุสาน เบนมองลึกเข้าไปข้างใน บรรยากาศวังเวงชวนขนลุก แต่ความรู้สึกถูกดึงดูดยังคงมีผลต่อเขาอย่างแรงกล้า เจ้าเวลส่งเสียงร้องครางหงิงเบา ๆ ก่อนที่เบนจะเดินตรงเข้ามาในสุสานฝังศพ

    บรรยากาศเงียบฉี่ แตกต่างจากบรรยากาศรอบกองกูณฑ์โดยสิ้นเชิง ทางเดินดินขลุกขลักทำให้เบนก้าวขาอย่างยากลำบาก เบนหยุดยืนที่ใจกลางสุสาน มองไปรอบตัวมีเพียงสุสานและหลุมฝังศพ โคมไฟฟักทองและนกฮูกสองสามตัวยังพอทำให้ในสุสานดูมีอะไรขึ้นมาบ้าง สายตาไปสะดุดเข้ากับป้ายสุสานหินอันหนึ่งที่ดูใหม่กว่าป้ายสุสานอันอื่น ๆ ตั้งอยู่ที่ริมสุดทางในสุสาน

    เบนเดินตรงเข้าไปที่ป้ายสุสานนั้น เด็กหนุ่มปักคบเพลิงลงบนพื้นดินใกล้ ๆ เมื่อมาถึง ก่อนย่อตัวลงข้างหลุมศพท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นเยียบ ดวงตาอ่านตัวอักษรที่สลักอยู่บนป้ายหินด้วยหัวใจที่หล่นวูบดิ่งร่วงลงไปถึงตาตุ่ม

    เบนจามิน คริมสัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 1948

    ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจเมื่อเห็นชื่อของตนเองบนป้ายหลุมศพ ริมฝีปากสั่นเครือด้วยความตื่นตะลึง ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ก่อนทรุดลงนั่งข้างหลุมศพ เจ้าเวลที่หลบอยู่ด้านหลังร้องหอนขึ้นมาตามประสาสุนัข ก่อนจะวิ่งหนีออกไปจากสุสานและทิ้งเบนเอาไว้เพียงลำพัง

    เบนอ่านข้อความบนป้ายหลุมศพซ้ำอีกครั้ง ภายในใจยังคงไม่ปักใจเชื่อสิ่งที่เห็น เขาเสียชีวิตเมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา เขาเสียชีวิตมาได้เก้าเดือนแล้ว แต่จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อวันนี้เขายังคุยกับแม่ ยังช่วยพ่อแกะสลักฟักทอง และยังเล่นกับน้องสาวและเจ้าเวลอยู่เลย

    มือเรียวสั่นยกขึ้นจากพื้นดินแห้งยื่นไปสัมผัสกับป้ายหลุมศพอย่างยากลำบาก ทันทีที่มือแตะตัวอักขระบนป้ายหลุมศพ ภาพความทรงจำในอดีตก็ถูกฉายขึ้นอีกครั้งในห้วงความคิดของเบน

    “พี่คะ!” เสียงเล็กใสดังออกมาเรียกให้เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีที่กำลังยืนดูแกะแทะเล็มหญ้าอยู่นั้นให้หันกลับไปตามเสียงเพรียกที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

    “แคลร์!” เสียงนุ่มของเด็กหนุ่มผู้เป็นพี่ชายขานรับดังก้องด้วยความตระหนก เด็กหนุ่มในชุดกันหนาวตัวหนาวางฟืนไม้ที่เตรียมนำมาก่อกองไฟทิ้งลงบนพื้นหญ้าที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ 

    ร่างผอมของเด็กหนุ่มวิ่งฝ่ากองหิมะหนาบนพื้นตรงไปยังที่มาของเสียงที่กำลังหวาดกลัวของน้องสาว เด็กหนุ่มวิ่งฝ่าทัศนียภาพสีขาวโพลนในฤดูหนาวที่เย็นเยือกตรงมายังบึงทะเลสาบกว้างที่น้ำกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งปกคลุม

    “เบน! พี่คะ!” เสียงใสเปล่งดังออกมาพร้อมกับหวีดร้อง เด็กหญิงในชุดกันหนาวหนากำลังเกาะรอยแตกของแผ่นน้ำแข็ง ร่างของเธอจมอยู่ในน้ำที่เย็นเยือกจับแข็งไปถึงกระดูก มีเพียงใบหน้าใต้ฮูดขนสัตว์ที่โผล่ขึ้นมาหายใจ แขนเล็กในเสื้อหนาเกาะตะกายแผ่นน้ำแข็งที่แตกออกกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอกำลังจะจมน้ำ

    “แคลร์!”

    เบนกล่าวเรียกผู้เป็นน้องสาวอย่างตื่นตระหนก ร่างผอมวิ่งไปบนแผ่นน้ำแข็งลื่นของทะเลสาบก่อนตรงลู่เข้าไปหาน้องสาว มือเรียวคว้าแขนของน้องสาวเอาไว้และพยายามดึงเธอขึ้นมา แต่เมื่อขยับตัวขอบแผ่นน้ำแข็งก็แตกออกกว้างมากขึ้นอีก เบนปล่อยมือจากเรียวแขนน้องสาวถอยห่างออกไปเพื่อไม่ให้ตนเองตกลงไปในน้ำที่เย็นเยือก

    “พี่คะ…”

    เสียงโรยรินของน้องสาวกล่าวออกมาพร้อมกับใบหน้าที่เริ่มสิ้นหวัง เบนรู้สึกตกใจกับภาพตรงหน้าเป็นอย่างมาก น้องสาวของเขากำลังแย่ ร่างผอมตัดสินใจก้าวลงไปในน้ำข้างกันกับน้องสาว น้ำที่เย็นราวกับน้ำแข็งลึกเกินกว่าที่สองขาจะหยั่งถึง เบนว่ายตะเกียกตะกายพยุงตนเองให้ลอยอยู่ในน้ำที่เย็นเยียบจนรู้สึกเจ็บปวดไปถึงกระดูก 

    เบนดันร่างของแคลร์ขึ้นด้วยกำลังสุดแรงที่มี เมื่อร่างเล็กของเด็กหญิงตะเกียกตะกายขึ้นมาจนพ้นผิวน้ำแล้ว ร่างเล็กก็ขดตัวสั่นเทาอยู่บนแผ่นน้ำแข็ง เบนออกแรงผลักร่างของน้องสาวให้ออกห่างจากขอบน้ำแข็งมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เธอตกลงมาอีก ร่างเล็กของเด็กหญิงกลิ้งตะแคงถอยห่างออกไปจากรอยแตกของทะเลสาบน้ำแข็ง

    เมื่อเห็นท่าว่าแคลร์ปลอดภัยแล้ว เบนพยายามที่จะปีนขึ้นมาบนแผ่นน้ำแข็ง แต่เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อออกแรงพยุงตนในน้ำแล้ว ขาของเด็กหนุ่มก็เกิดตะคริว ความเจ็บปวดเหนี่ยวนำไปจนถึงกระดูกบีบรัดกลึงขาของเขาจนไม่สามารถออกแรงขยับขาทั้งสองข้างได้อีกต่อไป 

    เบนเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างผอมใช้เรี่ยวแรงกำลังแขนที่มียันตนให้พ้นข้นมาจากน้ำ แต่มันไร้ประโยชน์ ยิ่งเกร็งกล้ามเนื้อภายในน้ำที่เย็นเยือกมากเท่าไหร่ ความเจ็บปวดก็ถาโถมทวีคูณเข้ามาทำร้ายเบนมากขึ้นเรื่อย ๆ 

    “พี่คะ” แคลร์ลุกขึ้นยืนก่อนก้าวเข้ามาหาพี่ชายอย่างทุลักทุเล

    “ถอยออกไป! ขึ้นไป…บนฝั่งเดี๋ยวนี้แคลร์!”

    เบนร้องปรามแคลร์อย่างยากลำบาก เขาเจ็บปวดจนแม้แต่จะกล่าววาจาก็ต้องเค้นเรี่ยวแรงที่มีออกมาทั้งหมด ร่างผอมค่อยจมลึกลงไปในน้ำเย็นเฉียบอย่างช้า ๆ แต่ก็พยายามที่จะตะเกียกตะกายเกาะแผ่นน้ำแข็งที่แตกออกอยู่เรื่อย ๆ ด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน มีเพียงใบหน้าที่โผล่พ้นขึ้นจากน้ำเพื่อสูดอากาศหายใจ

    “หนูจะไปเรียกพ่อนะคะ!” เด็กหญิงกล่าวก่อนรีบปรี่วิ่งออกไปจากตรงนั้นเพื่อตามคนมาช่วย

    เบนหายใจหอบ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ กล้ามเนื้อแขนและหัวไหล่เริ่มเกร็งจนไม่สามารถขยับได้ ร่างผอมค่อย ๆ ร่วงลงใต้ผิวน้ำอย่างเชื่องช้า ใบหน้าที่ถูกน้ำเย็นเยียบชโลมก็ชาจนแทบไม่รู้สึกว่ายังลืมตาอยู่

เบนพยายามกลั้นหายใจเอาไว้และตะเกียกตะกายเฮือกสุดท้าย แต่สายเกินไป กระแสน้ำใต้น้ำแข็งพัดให้ร่างของเขาค่อย ๆ ไหลมาอยู่ใต้แผ่นน้ำแข็งห่างจากรอยน้ำแข็งแตกมากขึ้นเรื่อย ๆ 

เบนออกแรงทุบแผ่นน้ำแข็งที่ขวางกั้นอากาศหายใจด้านบนเอาไว้ แต่ไร้ประโยชน์ ลมหายใจที่กักเก็บเอาไว้เฮือกสุดท้ายจวนจะหมดลง เกิดเป็นความอึดอัดกดแน่นในหน้าอก ความเจ็บปวดจากตะคริวและกล้ามเนื้อที่เกร็งได้บีบรัดเขาอีกครั้งดุจดั่งถูกกดทับอยู่ภายใต้ก้อนหินขนาดยักษ์ ก่อนที่ร่างผอมจะหยุดขยับตัวอย่านิ่งสงบ 

เหลือเพียงความเงียบที่อยู่เป็นเพื่อนของเขาในตอนนี้ ภาพของครอบครัวอันเป็นที่รักฉายขึ้นมาครั้งสุดท้ายในห้วงความคิดของเบน ความรู้สึกว่างเปล่าที่ไม่ได้เกิดความทุกข์ร้อนในใจอีกต่อไป น้องสาวของเขาปลอดภัยแล้ว เบนเผยยิ้มอ่อนก่อนหลับตาลงภายใต้แผ่นน้ำแข็งที่กั้นชีวิตของเขาเอาไว้ ดวงจิตที่ยังคงสว่างไสวมอดดับลงอย่างสงบและไม่อาจจุดให้กลับมาสว่างได้อีกเหมือนเคย

หยาดน้ำสีใสไหลร่วงลงมาอาบแก้มจากดวงตาทั้งสองข้าง เบนละมือออกจากแผ่นป้ายหลุมศพของตนเอง ภาพที่เขาเคยเห็นไม่ใช่เป็นเพียงความฝัน แต่มันเป็นความจริง ความจริงสุดท้ายที่เขามีตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาจากพ่อ แม่ และแคลร์มาเนิ่นนานแล้ว ร่างผอมก้มลงนั่งกอดเข่าร้องไห้ให้กับความสูญเสีย สูญเสียชีวิตของตนเองไปตลอดกาล ร่างกายของเขาเป็นสีซีดจางของวิญญาณที่ไม่มีกายหยาบ

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้มันดูราวกับเขามีชีวิตอีกครั้ง เขารู้สึกอบอุ่นใจเหมือนทุกครั้งที่ได้อยู่บ้าน แต่ทั้งหมดกลับจบลงได้อย่างน่าโศกศัลย์เหลือเกิน

เบนเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปยังคบเพลิงที่ปักอยู่ใกล้ ๆ มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสอย่างช้า ๆ เปลวไฟสว่างไร้ซึ่งความร้อน แม้แต่ความอบอุ่นเพียงเล็กน้อยก็ไม่มี มีเพียงความรู้สึกหนาวเหน็บที่กอดเขาเอาไว้ มือเรียวทะลุผ่านคบเพลิงราวกับมันไม่มีอยู่ แต่ความจริงแล้วเป็นเขาเองที่ไม่มีอยู่ ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว เปลวไฟที่ปลายคบเพลิงดับวูบลงในทันทีที่เรียวมือพาดผ่าน 

ร่างผอมลุกขึ้นยืน ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกเมื่อยล้าแต่อย่างใด เด็กชายยกแขนขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้าสีซีด ก่อนก้าวเดินออกจากสุสานอย่างโศกเศร้า เขาไม่สามารถนำไฟจากกองกูณฑ์ศักดิ์สิทธิ์กลับไปจุดที่บ้านตามที่บอกแม่เอาไว้ได้อีกแล้ว

ท่ามกลางผู้คนมากมายที่อยู่รอบกองกูณฑ์ ไม่มีใครมองเห็นเขาแม้สักคนเดียว ไม่มีสายตาคู่ใดที่มองมายังเขาแม้เพียงคู่เดียว ร่างผอมเดินตรงอย่างเด็ดเดี่ยวตั้งใจที่จะกลับไปยังบ้าน บ้านที่เคยอบอุ่นสำหรับเขา ตอนนี้ทุกอย่างของเขาเหลือเพียงความหนาวเหน็บของชีวิตที่ดับลง

“ไปบ้านหลังนั้นกัน”

เสียงใสของเด็กหญิงคนหนึ่งกล่าว เธอเดินมาพร้อมกลุ่มเพื่อนอีกสองคน ก่อนที่เด็กหญิงคนนั้นจะเดินชนและทะลุผ่านเบนไป เด็กหญิงหันกลับมาพร้อมกันกับเบนที่หันมองกลับมายังเธอ เบนสบตาคู่นั้นของเด็กหญิงร่างเล็ก แต่เด็กหญิงมองไม่เห็นเขาแม้แต่ความรู้สึก

“มีอะไรเหรอ” เสียงใสจากเพื่อนของเด็กหญิงในชุดภูตผีที่เดินทะลุผ่านเบนกล่าวถามอย่างสงสัย

“ไม่มีอะไร…ฉันแค่รู้สึกหนาว”

“จะบ้าเหรอ…ฤดูหนาวยังมาไม่ถึงเลยนะ เราไปกันต่อเถอะ”

เบนฟังกลุ่มเด็กที่สนทนากันด้วยแววตาที่ยังคงโศกศัลย์ เด็กหญิงคนนั้นทำให้เบนนึกถึงแคลร์ น้องสาวของเขา วันนี้ทั้งแคลร์ พ่อและแม่ต่างก็คุยกับเขา แต่ตอนนี้พวกเขาอาจจะมองไม่เห็นเขาแล้ว ทั้งหมดคงเป็นเพียงความฝันของผีตนหนึ่งเท่านั้น

เบนเดินกลับมาถึงยังรั้วไม้ของบ้าน ก่อนพบเข้ากับพ่อ แม่และแคลร์ที่ยืนรอเขาอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน ใบหน้าของพ่อและแม่ส่งยิ้มมาให้เขาอย่างอบอุ่น ต่างจากแคลร์ในชุดแม่มดสีม่วงที่เลอะไปด้วยคราบน้ำตาบนใบหน้า สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวยืนจับจ้องมายังเขาด้วยท่าทางหวาดกลัว

“มองเห็นผมด้วยเหรอ…” เบนกล่าวพร้อมกับจ้องมองมายังพ่อและแม่ผู้เป็นที่รัก หยาดน้ำตาไหลร่วงลงมาอีกครั้งเมื่อได้พบพ่อแม่ เขาเสียใจที่จะไม่ได้อยู่กับพวกท่านอีกต่อไปแล้ว

“เราเห็นจ้ะ” แม่เอ่ยด้วยเสียงอันอบอุ่น

“ทำไม…” เสียงนุ่มเอ่ยพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาที่ไม่อาจควบคุมจะไหลพรากออกมาอย่างท่วมท้น

“เพราะความรักไงจ๊ะ…เราเป็นครอบครัวนะ” แม่กล่าวพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาทั้งคู่มีน้ำสีใสไหลปริ่มออกมาภายใต้รอยยิ้มที่ถักทอด้วยความเข้มแข็ง

“ทำไมผมถึงยังไม่ไปไหน”

“ทุกดวงวิญญาณที่ตายไป…จะจากโลกนี้ไปพร้อมกันในวันฮาโลวีนนี้แหละลูก” เสียงทุ้มของพ่อกล่าว ใบหน้าของพ่อสั่นเล็กน้อยเมื่อพูดกับเบน

“แสดงว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผมใช่ไหม”

เบนกล่าวพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลพรูออกมามากกว่าเดิม พ่อเพียงพยักหน้าให้เขาเป็นคำตอบ เบนจะไม่ได้กลับมาบ้านอีกแล้ว จะไม่ได้สวมกอดแม่ จะไม่ได้ช่วยงานพ่อ จะไม่ได้เล่นกับแคลร์อีกแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วและหนักหนาจนมิอาจปกปิดความอ่อนแอที่ซ่อนไว้ได้

“แคลร์…” 

“พี่ช่วยหนูไว้…” เสียงใสกล่าวอย่างสั่นเครือ มือเล็กทั้งสองยกขึ้นมากุมไว้ที่หน้าอกด้วยความรู้สึกเจ็บปวด “หนูขอโทษที่ต้องเป็นพี่แทนที่จะเป็นหนู…ทั้งที่พี่บอกว่าวิญญาณจะมาเอาตัวเด็กดื้อไป แต่หนูก็ยัง…”

“หลังจากนี้ก็เลิกดื้อได้แล้วนะ…ไม่มีพี่ปกป้องเธอแล้วนะ” 

เบนกล่าวด้วยเสียงสั่นสะอื้น แคลร์พยักหน้ารับพร้อมปาดน้ำตาออกจากใบหน้าใส แคลร์กอดเอวแม่และซบใบหน้าลงบนผ้ากันเปื้อนก่อนปล่อยโฮออกมา

“พ่อ…แม่…ผมฝากดูแลน้องด้วยนะ” เบนกล่าวพร้อมรอยยิ้มกับพ่อและแม่

“เราจะเลี้ยงให้แคลร์เป็นเด็กดีที่สุดจ้ะ” แม่ตอบรับพร้อมกับน้ำตาที่ควบไม่ได้เช่นเดียวกัน มือหนาลูบศีรษะลูกสาวเพื่อปลอบประโลม

“แล้วก็…ลืมผมด้วยนะ…ผมไม่อยากให้ใครเจ็บปวด…” 

“เราไม่ลืมหรอก…เรารักลูกนะ” แม่กล่าวพร้อมปาดน้ำตาออก ก่อนที่พ่อจะโอบแม่เอาไว้แน่น ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่ต้องสูญเสียบุตรผู้เป็นดั่งดวงใจไป ทรมานเกินกว่าที่จะเก็บกักน้ำตาเอาไว้ได้

“เธอล่ะ…” 

เบนหันมากล่าวกับแคลร์ เด็กหญิงยังคงร้องไห้อย่างเสียใจเป็นที่สุด ความไร้เดียงสาทำให้แคลร์อาจปิดกั้นความเสียใจเอาไว้ได้ แคลร์ผละออกจากอ้อมกอดอุ่นของแม่และหันกลับมายังพี่ชายที่แสนดีของเธอ

“ถ้าหนูไม่ลืม…พี่จะหลอกหนูไหม”

สิ้นเสียงสะอื้นไห้ของเด็กหญิง เบนก็อดหัวเราะกับความคิดของน้องสาวไม่ได้ ร่างผอมกลืนน้ำลายก่อนเงยหน้าที่เลอะคราบน้ำตาขึ้นกล่าวกับน้องสาว

“พี่จะไม่หลอก…ถ้าเธอเลี้ยง…” เบนหยุดถอนหายใจและยิ้มอย่างอบอุ่นให้กับน้องสาว ทำให้เกิดความรู้สึกจรรโลงขึ้นมา “หลอกหรือเลี้ยง…”

“เลี้ยง…”

เสียงใสกล่าวและยิ้มออกมา ร่างเล็กสูดน้ำมูกพร้อมก้มลงหยิบโซลเค้กที่แม่เตรียมไว้ ก่อนเดินตรงมายังร่างที่สัมผัสไม่ได้ของพี่ชายด้านนอกรั้ว ร่างของเบนซีดจางโปร่งแสงจนเธอไม่คุ้นชิน ราวกับว่าเป็นเพียงภาพในห้วงความฝันก็เท่านั้น แคลร์ยื่นโซลเค้กที่จะทำให้พี่ชายของเธอได้ไปสวรรค์ให้กับเบน 

“สุขสันต์วันฮาโลวีนนะ” 

เบนกล่าวก่อนยื่นมือออกมารอรับโซลเค้ก แต่ทันทีที่โซลเค้กสัมผัสเข้ากับวิญญาณของเบน จิตสุดท้ายของเด็กหนุ่มก็สลายหายไปท่ามกลางความมืดมิดของราตรีในทันที

แคลร์ที่สบตากับพี่ชายได้ไม่กี่วินาทีก็ก้มหน้างุดร้องไห้โฮด้วยความเจ็บปวด พี่ชายของเธอจากไปจริง ๆ แล้ว เด็กหญิงกำมือทั้งสองของตนเองแน่น ก่อนเงยหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาขึ้นพร้อมกล่าวด้วยเสียงที่ไม่อาจควบคุมความเสียใจเอาไว้ได้

“…สุขสันต์วันฮาโลวีน”

ความคิดเห็นและคะแนนของคณะกรรมการ

ชื่อเรื่อง - 8.8
เนื้อเรื่อง - 9
ความสนุก - 9
ภาพรวม - 9

9

จากคะแนนเต็ม 10

ชื่อเรื่อง ดี จำง่าย มีคำคล้องจอง พล็อตเรื่อง ถือว่ามีการดัดแปลงได้ดี มีการหักมุม และเชื่อมโยงเข้ากับธีมการประกวดได้ดี การดำเนินเรื่อง มีการไล่อารมณ์คนอ่าน และตัดหักมุม แบบ คาดเดาไม่ได้ ถือว่าดีมาก มีการเล่นอารมณ์คนอ่านได้ดี ภาพรวมถือว่าดีมากค่ะ^^

User Rating: 4.47 ( 5 votes)

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top button