งานเขียนบทความผลงานประกวด
Trending

อันดับ 2 แค่มาส่ง

Story Highlights
  • ชื่อ นามสกุล : ศิริกุล ไชยราช
  • ชื่อเรื่อง : แค่มาส่ง
  • นามปากกา :  ปุลละศรี
  • ชื่อเฟส : Papoon Chaiyarach

ตยเป็นคนภาคอีสานตอนบน เป็นพี่สาวคนโต มีน้องสาววัย 8 ขวบอยู่หนึ่งคน ทำให้ไม่ค่อยสนิทกันมากนักเวลาเตยกลับบ้าน เธอจะสนใจเพียงของฝากจากเตยเท่านั้น

เตยทำงานอยู่กรุงเทพตั้งแต่จบ ม.6 นาน ๆ จะได้กลับบ้านที หากไม่มีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอะไรก็ไม่ได้กลับ

ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีเพราะพิษของโควิด-19 บริษัทของเตยจึงให้พนักงานสลับกันหยุดพักแบบไม่รับเงินเดือน เตยจึงได้โอกาสกลับไปเยี่ยมบ้าน

ครอบครัวของเตยมีอาชีพทำขนมหวานขาย ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้าวต้มมัดที่มีสูตรเฉพาะอร่อยจนมีลูกค้าประจำ เธอคิดว่ากลับบ้านไปคราวนี้จะได้ถือโอกาสเรียนสูตรทำขนมจากแม่ไว้บ้าง เผื่อถูกเลิกจ้างจะได้มีอะไรทำกิน

แม่ของเธอต้องตื่นแต่เช้ามืด เตรียมของทำขนม เสร็จแล้วก็นั่งง่วนอยู่กับงานทั้งวัน หลังขดหลังแข็งแบบนี้มานานนับสิบปี ใช้ฝีมือที่พอมี เลี้ยงครอบครัว มายาวนาน ส่วนพ่อก็จะเป็นลูกมือแม่อีกทีและเป็นคนพาไปขายขนมที่ตลาด

พ่อมีงานอดิเรกคือชนไก่ ซึ่งเพื่อนในวงการเดียวกับพ่อก็คือลุงสม ไม่ใช่แค่เรื่องชนไก่ หากมีงานเล็กน้อยอะไรที่พอช่วยเหลือทั้งสองก็จะไหว้วาน ช่วยเหลือกันตลอด ทั้งสองจึงคุ้นเคยกันดี

แต่ข่าวร้ายก็คือ ลุงสม แกป่วยมาได้เกือบสองปี และเสียชีวิตในวันที่เตยมาถึงบ้านพอดี เตยจำหน้าลุงสมได้ลาง ๆ เพราะไม่ได้อยู่บ้านนานหลายปี  เมื่อไม่แน่ใจจึงเอ่ยถามผู้เป็นแม่

“สมไหนอ่ะแม่”

“สมผัวยายสีไง อยู่ท้ายหมู่บ้านน่ะ ที่ชอบเอาไก่ชนมาชนกับไก่พ่อเอ็งบ่อย ๆ ” แม่ทวนความจำให้เตย

“ อ๋อ ลุงสมที่ตัวเล็ก ๆ ผมหยิกหน่อย ๆ ใช่ไหม ”

“ เออ นั่นแหละ ”

ลุงสมมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อและคุ้นเคยกันดี แต่กับลูก ๆ ไม่ค่อยสนิทกันมากนัก

แม่บอกว่า ตอนนี้พ่ออยู่ในงานตั้งแต่เช้า ส่วนแม่รับปากเขาจะทำข้าวต้มมัดไปส่งที่ตลาดให้ทัน เพราะมีลูกค้าสั่งด่วนมา 300 ห่อ

เนื่องจากลุงสมเป็นเพื่อนสนิทพ่อ แม่จึงจัดแจงสั่งให้เตยไปช่วยงานอีกคน เสร็จแล้วให้รีบกลับมาช่วยแม่ห่อข้าวต้มมัดต่อ

“อย่าลืมล่ะ เตรียมของไปก่อนมืดค่ำประเดี๋ยวก็กลัว” แม่ย้ำอีกที

เตยรับปากแม่แล้ว เดินเลี่ยงไปเก็บของ คิดว่าเดี๋ยวชวนน้องสาวไปเป็นเพื่อน ปกติเธอไม่ใช่คนกลัวผี ยิ่งคนที่ไม่ค่อยรู้จัก ก็จะไม่รู้สึกอะไรมาก

เธอต่อรองเวลากับผู้เป็นแม่ ว่าเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ ขอเอน

กายสักครู่ นั่งรถทัวน์มาทั้งคืน หลับไม่สนิทเลย

อีกอย่างต้องอัพสเตตัสบอกชาวโลกก่อนว่ามาถึงบ้านนอกแล้ว เตยไถมือถืออย่างเพลิดเพลิน จนเผลอหลับไป

ตื่นมาอีกทีเพราะน้องสาวที่วิ่งกลับมาจากไปเล่นบ้านเพื่อน มาปลุก ทวงของฝากจากพี่สาว

เตยงัวเงียลุกขึ้น ก็เห็นว่าเป็นเวลาโพล้เพล้ตะวันแดงรอน ๆ ลงมากแล้ว ลืมธุระปะปังที่แม่ฝาก รู้สึกถึงความหิว จึงเดินเข้าครัวไปหาอะไรกิน แม่บอกให้เธอรองท้องด้วยข้าวต้มมัดที่เพิ่งนึ่งสุกในซึ้งใบนั้น

ทันที ที่เตยเปิดฝาหม้อควันขโมงลอยฟุ้งขึ้นผ่านหน้าไปตามลมพัดนั้น

พลันสายตาก็เหลือบเห็นร่างของชายคนหนึ่งยืนจ้องเขม็งมาที่เธอ ผ่านไม้ระแนงหลังครัวที่มีช่องพอมองเห็นด้านนอก

เสี้ยวความคิดว่า คงเป็นพ่อ จึงไม่ได้ใส่ใจ

‘พ่อกลับมาแล้วเหรอ’

คำถามที่เกิดขึ้นในใจ แต่ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา มองดูผู้เป็นแม่ก็ยังง่วนกับการตัดใบตองรอบต่อไปไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้างใด ๆ อยู่เหมือนเดิม

เธอคีบข้าวต้มมัดออกจากหม้อนึ่ง วางใส่จาน แล้วเดินมานั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยไปถึงสองมัด

ถามแม่ถึงสิ่งที่ต้องเตรียมไปบ้านงานศพ

” นั่นไง แม่เตรียมไว้ให้แล้ว ”  แม่ชี้มือไปที่ถุงข้าวสารที่วางบนโต๊ะ ในนั้นมีข้าวสารเลยครึ่งถุง มีดอกไม้ และเทียน 1 คู่ เป็นธรรมเนียมของชาวอีสานที่ เวลามีงานศพ เพื่อนบ้านจะต้องนำข้าวสารใส่ถุงไปช่วยสมทบกับบ้านคนตาย เพื่อจะได้ใช้หุงหาให้คนที่มาร่วมงานศพ

แม่เรียกหาลูกคนเล็ก สั่งความให้ไปเป็นเพื่อนพี่สาว เธอผละจากหน้าจอทีวี อย่างว่าง่าย ทั้งสองจึงเดินออกจากบ้านมาพร้อมกัน

เตยถามน้องสาวว่ารู้จักบ้าน ลุงสมไหม เด็กน้อยส่ายหัว ด้วยว่า ไม่ค่อยรู้จักคนท้ายหมู่บ้าน แล้วเคยเห็นแกไหมละ เธอถามน้องสาวอีกครั้ง

” ไม่เคย ” เด็กหญิงตอบ

เดี๋ยวไปท้ายหมู่บ้านก็เจอเองแหละ เพราะบ้านงานต้องมีเสียงเพลง คนพลุกพล่าน มีรถ มีเตนท์ให้สังเกตมาแต่ไกล เธอจึงพยักหน้าหงึกหงักเชิญชวนให้น้องสาวเดินตาม

ปลายเดือนตุลา ถือเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวแล้ว จึงทำให้มืดเร็ว เตยออกจากบ้านมาเพียงครึ่งทาง พระอาทิตย์ก็เริ่มลับขอบฟ้า มืดระดับมองไม่เห็นลายมือตัวเอง อากาศเย็นของหน้าหนาวลอยมาเย็นยะเยือกเป็นระยะ บรรยากาศขมุกขมัว น่าขนลุกทีเดียว

แม่บอกว่าขากลับให้นั่งรถเครื่องมาพร้อมกับพ่อของเธอ ดังนั้นขากลับคงไม่มีปัญหาเรื่องความกลัว

” ไปบ้านงานเหรอ ”  เสียงป้าคนหนึ่งทักมาในเส้นทางมืดสลัวนั้น เธอแพ่งมอง แล้วก็ร้องอ๋อ

ป้าไหม นั่นเอง

หลังจากทักทายกับป้าไหมสั้น ๆ เธอก็ชวนน้องสาวเดินต่อ ระยะทางจากบ้านเธอไปท้ายหมู่บ้านไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร แต่เมื่อเดินในเวลาและสถานการณ์เช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกถึงหนทางนั้นยาวไกลออกไปอีกโข

ไม่แปลกที่เตยจะรู้สึกอุ่นใจอยู่บ้างที่ยังมีคนเดินบนถนน และมาทักทาย

น้องสาวนั้นเดินลากเท้า แควก ๆ ให้รำคาญ แต่มันก็ทำให้บรรยากาศไม่เงียบเกินไป เพื่อคลายความหวาดระแวงทั้งหลาย เธอจึงหยิบมือถือขึ้นมาไถอีกครั้ง มีใครมาเม้นตอบข้อความของเธอเมื่อตอนบ่ายบ้างไหมนะ ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินก้ม ๆ เงย ๆ อยู่นั้นก็พลันสะดุ้งเฮือก เพราะร่างชายคนหนึ่งปรากฏเป็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่เบื้องหน้า ห่างอยู่สักห้าหกก้าว โดยไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าใดๆ มาก่อนเลย น้องสาวเกาะแขนเธอแน่น หัวใจหญิงสาวเต้นรัวไม่เป็นจังหวะขนหัวลุกซู่ ชนิดที่รู้สึกเหมือนผมตั้งชี้ขึ้นท้องฟ้าปานนั้น

ก่อนกลั้นใจตะโกนออกไป

“ลุงไปบ้านงานเหรอคะ”

เงียบไปอึดใจ

“ใช่ ”

เสียงตอบกลับมา ทุ้มต่ำ ดูสั้น เรียบเย็น และไม่ได้หันมามองเธอกับน้องเลย น้องสาวเมื่อรู้ว่ามีเสียงตอบกลับมาก็ปล่อยมือพี่สาว

“ดีเลยจ้ะ หนูก็กำลังจะไปบ้านงานเหมือนกัน” เธอพยายามชวนคุยและสาวเท้าให้ทันร่างนั้น เพื่อจะได้รู้ว่าลุงที่เธอกำลังคุยด้วยนั้นเป็นใคร เธอรู้จักหรือไม่ แต่พยายามเดินเท่าไหร่ก็ก้าวไม่ทันสักที

น้องสาวก็เดินลากเท้า แควก ๆ อยู่เหมือนเดิม เตยเห็นว่าลุงแกคงไม่อยากคุยด้วย ช่างมันเถอะ มีเพื่อน เดินไปก็พอแล้ว จุดหมายอยู่ตรงหน้าไม่เกินสี่ร้อยเมตร ได้ยินเสียงเพลงธรณีกรรแสง ลอยมาตามลม ชวนสั่นประสาทยิ่งนัก นั่นคงมาจากบ้านงานแน่ เธอกลบเกลื่อนความกลัวทั้งหลายโดยการ ก้มลงไถมือถือต่อ

ไม่ได้สังเกตข้างทางเลยว่ามีบรรยากาศอย่างไร ที่จริงแล้ว เธอไม่อยากให้สายตาไปพบสิ่งแปลกปลอมที่ไม่พึงประสงค์มากกว่า

แสงไฟจากบ้านงาน อยู่ลิบๆ นั่นแล้ว เธอเงยหน้ามองไปรอบ ๆ ไม่ได้มาท้ายหมู่บ้านนานเท่าใดแล้ว ทำไมแถวนี้ยังเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ รกครึ้มอยู่เหมือนเดิม ไม่พัฒนาไปไหนเลย

ก้มดูมือถือ ก็เจอภาพในทามไลน์เต็มไปด้วยเรื่องราว เกี่ยวกับผี 31 ตุลา อ้าวเห้ย นี่มันวันฮาโลวีนของฝรั่งนี่หว่า อยู่ ๆ ก็ขนลุกขึ้นมาเฉย ๆ วันนี้มันเป็นอะไร หน้าจอก็ไม่น่าอภิรมย์ ยิ่งเล่นยิ่งชวนเจอภาพน่าตกใจให้ขวัญเสีย

เตยร่ำร้องในใจอยู่คนเดียว

น้องสาวเดินนำหน้าเธอใกล้ ๆ กับชายปริศนาผู้นั้น จุดหมายใกล้เข้ามา แสงไฟเริ่มส่องมาให้เห็นกันชัดเจนขึ้น เธอจึงสังเกตเห็นว่าลุงคนนี้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีเข้ม คล้ายเสื้อม่อฮ่อม รูปร่างผอมเกร็ง ไม่สูงมากนัก

ชายคนนั้นค่อย ๆ หันหน้ามาช้า ๆ ในความมืดสลัว พร้อมกับเสียงเพลงธรณีกันแสงแว่วลอยลมมาขึ้นชวนขนลุกเป็นที่สุด

แสยะยิ้มให้ทั้งคู่

เตยมองเห็นไม่ชัดเพราะเดินอยู่หลังสุด แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบหน้ากันที่ไหนมาก่อน

เสียงเตือนข้อความในโทรศัพท์ดัง ทำให้เธอก้มมองมันอีกครั้ง

“จริง ๆ แล้ว เพลงธรณีกันแสง ไม่น่าเปิดตอนกลางคืนเลยเนาะลุง…”

เธอพูดพรางเงยหน้าขึ้นจากมือถือ ทั้งที่ยังไม่ทันจบประโยค

“อ้าว ลุงไปไหนแล้ว”

น้องสาวชี้มือไปทางต้นกระบกใหญ่ข้างทาง ที่รกครึ้มไปด้วยป่ามันสำปะหลังที่อยู่รอบ ๆ ใจเต้นรัวอีกครั้ง

อีกความคิดก็ปลอบใจตัวเองว่าลุงแกคงจะแวะไปฉี่ละมั้ง บ้านงานก็อยู่ตรงหน้านั่นแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนร่วมทางแล้วก็ได้ เธอจับมือน้องสาวแน่น เดินมุ่งหน้าไปที่บ้านคนตายอย่างเร็วจนเกือบเป็นวิ่ง

บรรยากาศในงาน แลไม่เห็นความโศกเศร้าเท่าที่ควร มีเต็นท์กางไว้สามหลัง ข้าง ๆ บ้าน โดยมีวงไพ่จับจองไปหนึ่ง เสียงดังอึกทึก หลังที่สองก็มีคนนั่งประปราย และหลังที่สามกลายเป็นโรงครัวชั่วคราว

เธอพยายามมองหาพ่อ แต่ยังไม่พบ จึงให้น้องสาวไปเดินหา ตัวเองจะไปทำความเคารพศพก่อน

ตามประเพณีของคนอีสานจะไม่นิยมนำศพไปไว้ที่วัด จะตั้งสวดที่บ้าน และจะนำไปเผาที่ปลายนาของตนแทน

บ้านลุงสมเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ที่ตั้งศพจึงอยู่ชั้นล่าง ของบ้าน ตกแต่งไฟระยิบระยับ ประดับรูปถ่ายที่ดีที่สุดของผู้ตายไว้ข้าง ๆ

เป็นภาพที่แกสวมเสื้อม่อฮ่อม ยืนยิ้ม อยู่หน้าบ้านและมองตรงมาที่กล้อง

เตยรู้สึกถึงใบหน้าที่คุ้นเคยเหมือนเพิ่งพบกัน

เธอคลานเข่าเข้าไปทำความเคารพศพลุงสม แล้วนำถุงข้าวสาร ดอกไม้ ให้กับเมียของแกที่นั่งต้อนรับอยู่แล้ว

อธิบายป้าสีว่าแม่ติดธุระอะไร จึงยังมาไม่ได้ แต่จะมาในวันพรุ่งนี้แทน ป้าสีจึงหันมาถามถึงเตยแทน

คุยสัพเพเหระ เรื่อยไป ระหว่างนั้นพ่อและน้องกำลังเดินเข้ามาในบ้านไม่ทันที่จะก้าวเข้ามาทำความเคารพศพ น้องสาวเธอก็ร้อง ฮือ ลากยาว ถอยหลังกรูดเข้าไปหลบหลังผู้เป็นพ่อด้วยท่าทีตระหนกตกใจ

” เป็นอะไร !!  ” เตยถามลิ้นรัว ทุกคนจ้องไปที่เด็กหญิงเป็นตาเดียว

” หนูจำได้ลุงคนนี้แหละที่เดินมากับเรา !!! ”   เด็กหญิงชี้ไปที่รูปถ่ายหน้าโลงศพ

” เหลวไหล  ”  พ่อเธอปราม

” ฮือ หนูกลัว ๆ  ”  เด็กหญิงพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ แล้วกอดพ่อไว้แน่น

เตยใจตกวูบไปที่ตาตุ่มเลย รู้สึกว่ามือและเท้าเย็นชืด สมองตื้อเหมือนเลือดจับกันเป็นก้อน เมื่อได้สติเธอลุกจากที่นั่งมายืนข้างพ่อทันที นึกทบทวนเหตุการณ์ เมื่อครู่

ใช่ มีลุงคนหนึ่ง ที่เดินมากับเธอและน้องสาว แล้วจู่ ๆ ก่อนถึงบ้านงานก็หายไปดื้อ ๆ เธอเองไม่ได้สนใจเพราะมัวแต่ดูมือถือ เธอหันไปพิจารณารูปถ่ายหน้าโลงศพอีกครั้ง เมื่อทบทวนดูจึงจำได้ว่า ลุงคนนั้น รูปร่างผอมเกร็ง สวมเสื้อม่อฮ่อมสีทึบเหมือนในรูปนี้ไม่มีผิดเพี้ยน!

ขนทุกเส้นของเธอลุกเกรียวขึ้นอีกครั้ง มีแต่เธอกับน้องสาวเท่านั้นที่รู้ว่า ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล เพราะเมื่อกี้ พวกเธอไม่ได้มาบ้านงานกันแค่สองคน…แต่มีเจ้าของงานตัวจริงเป็นผู้มาส่ง

ความคิดเห็นและคะแนนของคณะกรรมการ

ชื่อเรื่อง - 8.5
เนื้อเรื่อง - 8.4
ความสนุก - 8.4
ภาพรวม - 8.5

8.5

จากคะแนนเต็ม 10

ชื่อเรื่อง บอกถึงเรื่องราวได้ดี จำง่าย สั้นกระชับ พล็อตเรื่อง ถือว่าไม่ใหม่ แต่ใช้การดำเนินเรื่อง การลำดับเรื่อง ภาษา ได้ดี การดำเนินเรื่อง เรียบง่าย แต่มีอะไร มีการใช้เรื่องราว วิธีชีวิตของคนจริงๆมาเขียน ถือว่าดีงาม อ่านง่าย เข้าใจได้ดี ภาพรวม เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกถึงความอบอุ่น เรียบง่าย และมีความสุข

User Rating: 4.25 ( 2 votes)

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top button