งานเขียนบทความผลงานประกวด
Trending

เพื่อนข้า ห้อง 107 #รางวัลชมเชย

Story Highlights
  • ชื่อ นามสกุล : มิ้มภมร เติมจิตรอารีย์
  • ชื่อเรื่อง : เพื่อนข้า ห้อง 107
  • นามปากกา : มิ้ม ปาหมอน
  • ชื่อเฟส : Mim Pha Morn

สียงวิ่งของใครบางคนตอนห้าทุ่ม อาจไม่ใช่เสียงของคนที่คุณคิด

“ตึกๆ ๆๆ ๆ” เสียงรองเท้าผ้าใบกระแทกไปบนกับพื้นกระเบื้องที่ทางเดินหน้าห้องของ ไผ่ (สาวนักศึกษา ร่างบางที่อาศัยอยู่คนเดียว) แม้เสียงนี้จะดังกึกก้องแหวกความเงียบสงัดในยามค่ำคืนแต่ ไผ่ ก็รู้ดีว่านี่คือเสียงฝีเท้าของ “เบน” เพื่อนร่วมหอพักที่อยู่ถัดจากเธอไป 1 ห้องนั่นเอง ไผ่พยายามสอดส่ายสายตาไปในความมืด ที่มีแสงสลัวจากด้านนอกส่องพอให้เห็นโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ไม่ห่างนัก เธอคว้ามันขึ้นมาดูเวลา “23.15” แสงไฟสว่างวาปปรากฎบนใบหน้าของหญิงสาว ก่อนจะวูบดับลงอย่างรวดเร็ว

“กลับดึกอีกแล้ว” เธอพูดพลางขยับตัวหมุดเข้าใต้ผ้าห่มด้วยความงัวเงีย อาจจะเป็นเพราะอากาศที่เริ่มเย็นในช่วงเดือนพฤศจิกายนก็เป็นได้ เพราะไม่นานนักไผ่ก็เดินทางเข้าสู่นิทราได้อย่างไม่ยากเย็น

เช้าวันใหม่มาเยือนอย่างเกียจคร้าน ไผ่พยายามซุกคอเข้าไปในเสื้อไหมพรมสีเทาอ่อน หนานุ่มที่แม่เพิ่งส่งมาให้เมื่อวาน มือไม้สั่นไหวเพราะอากาศที่ไม่ใคร่จะทุเลาลงเลย เธอค่อย ๆ บิดกุญแจล็อคห้องพักอย่างลวกๆ เพื่อหลบหลีกความเย็นในเช้านี้ให้เร็วที่สุด

“อ้าว สวัสดีครับ” เสียงทักทายของชายหนุ่มที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่เสมอ ผมสีน้ำตาลอ่อนที่ยาวปกลำคอของเขา ดูซีดลงกว่าเมื่อ 2-3 วันที่เธอเพิ่งเจอ แต่กระนั้นรอยยิ้มและเสียงอันสดใสของเค้ากลับทำให้หญิงสาวรู้สึกอุ่นๆ ที่แก้มทั้งสองข้างแทน

“สวัสดีค่ะ เบน เมื่อคืนกลับดึกจังนะ” ไผ่พูดพร้อมกับเสียงดัง “คลิ๊ก” ที่เตือนเธอว่าประตูได้ล็อคเรียบร้อยแล้ว

“เอ๊ะ” เบนเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ เค้าเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้ามาหา ไผ่ ใกล้ขึ้นอีกนิด

“มีอะไรหรอคะ” ไผ่เลิกคิ้วตามชายหนุ่มด้วย

“เมื่อวานผมอยู่ห้องตลอดนะ แล้วก็หลับตั้งแต่ 4 ทุ่มด้วย” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของเขาดูไร้แววเล็กน้อย แต่คำตอบของ เบน ก็ทำให้ไผ่รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน

“อ่า….งั้นพี่ข้างห้องเรากลับมาแล้วสินะคะ” ไผ่กับเบนหันไปมองห้อง 107 ห้องที่คั่นกลางระหว่างเค้าสองคนมาตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ทั้งสองคนเรียนมหาลัยเดียวกัน เลยมีเรื่องให้ต้องคอยช่วยเหลือกันบ่อยๆ แต่กับพี่ผู้ชายที่อยู่ห้องข้างๆ นั้นพวกเค้ากับเคยเจอแค่คนละ 2-3 ครั้งเท่านั้น

“จะว่าไป….ผมเหมือนจะได้ยินเสียงคนวิ่งเมื่อคืนเหมือนกันนะ” เบนเหลือบสายตาไปทางขวาอย่างใช้ความคิด

“ตอน 23.15 ค่ะ” ไผ่รีบเสริมทันที

ห้อง 107 นี้เงียบงันมานานหลายเดือนแล้ว แต่สัปดาห์นี้ทั้งสองคนกลับได้ยินเสียงเหมือนคนเดินวนไปมาในห้องนี้ยามค่ำคืน จนพวกเขาคิดว่า พี่ข้างห้องน่าจะกลับมาแล้ว แต่น่าแปลกที่พวกเขาก็ไม่เคยเจอเพื่อนข้างห้องเดินออกมาให้เห็น จะๆ เลยสักครั้งเดียว มีเพียงเสียงเดินไปมา เบาๆ ที่พวกเขาได้ยินจนชินเท่านั้น

เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็ดังสลับไปมาตรงทางเดินที่ทอดยาวไปถึงห้องของผู้ดูแลหอที่ตั้งอยู่ด้านล่างของตึก

“ว่าไง” ป้าที่ดูแลหอ เปิดหน้าต่างบ้านเล็ก ๆ ที่กั้นระหว่างความเป็นส่วนตัวของเธอกับลูกบ้านไว้ด้วยสีหน้าที่เหนื่อยอ่อน

“คือว่า….ห้อง 107 กลับมาแล้วหรอคะป้า” ไผ่ถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“ฮึ!! ไม่นะ” ป้าทำท่านึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มหายไปในเคาน์เตอร์เกือบ 2 นาที

“นี่ไง” คุณป้ากระแทกแฟ้มสีเขียวสภาพสะบักสะบอมขึ้นมา “ยังนะ แต่หมอนี่จ่ายป้าไว้ล่วงหน้าแล้ว” เธอชี้ลงในแฟ้มเหมือนเป็นการทำความเข้าใจกับตัวเองเงียบๆ

“แต่ว่าเราได้ยินเสียงคนเดินในห้องเกือบอาทิตย์แล้วนะป้า” เบนรีบเบียดตัวเข้าหาคุณป้าเป้าหมาย แต่ป้าเจ้าของหอกลับไม่ได้ตอบอะไร เธอยังคงมองไปที่หน้ากระดาษอย่างใช้ความคิด

“พวกเราได้ยินเสียงจากห้อง 107 ค่ะป้า” ไผ่พูดย้ำอีกทีเพราะเกรงว่าคุณป้าจะไม่ได้ฟังพวกเค้าอยู่

“คิดมากน่า อาจเป็นเสียงห้องข้างบน หรือ ฝั่งตรงข้ามก็ได้ เวลาอยู่กันเยอะๆ แบบนี้ แยกยากจะตายไป” คุณป้าโบกมือไปในอากาศอย่างรำคาญใจ ก่อนจะโยนแฟ้มบุโรทั่งของเธอกลับเข้าใต้เคาน์เตอร์ พร้อมกับปิดหน้าต่างบานน้อยลง เพื่อบอกว่าเธออยากหยุดการสนทนากับลูกบ้านแล้ว

เวลาผ่านไปเหมือนดังเช่นทุกวัน ไผ่เดินหอบเอกสารที่มากกว่าเมื่อเช้าเล็กน้อยกลับเข้าหอพักอย่างทุลักทุเล เธอค่อยๆ ยกข้อมือที่หนักอึ้งขึ้นมองเวลาที่นาฬิกาด้วยความอย่างลำบาก “21.33” แม้ของจะเต็มมือและหนักสำหรับหญิงสาวน้ำหนักไม่เกิน 42 กก อย่างเธอ แต่เธอก็แบกมันไปที่ห้องได้สำเร็จ แต่เสี้ยวนาทีที่เธอเดินผ่านห้อง 107 เธอกลับรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบที่วิ่งขึ้นตั้งแต่ปลายเท้า ผ่านสันหลังที่เย็นเข้ากระดูก ก่อนวิ่งขึ้นไปที่ต้นคออย่างรวดเร็ว ทุกอย่างบริเวณนั้นราวกับถูกหยุดไว้ชั่วกาล ไร้ซึ่งเสียงที่ควรจะดังในยามวิกาลเช่นนี้ และที่ทำให้ไผ่รู้สึกขนลุกเกรียวก็คือ เธอไม่ได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองด้วยซ้ำ!!

ขาที่พร้อมอย่างมากที่จะก้าวไปหน้าห้องของตัวเองกลับหยุดชะงัก ร่างกายเริ่มเหมือนโดนตรึงด้วยตะปูขนาดใหญ่ สัมผัสได้เพียงไอเย็นและควันขาวจางๆที่ลอยออกมาจากด้านล่างของประตูห้อง 107 วินาทีที่ควันที่ขาวจางลอยขึ้นมาผ่านใบหน้าของเธอ เธอรับรู้ได้ว่า…มีร่างของบางสิ่งบางอย่างร่วงลงมาดัง

“ตุ้บ!!” เสียงนั้นดังไม่ห่างจากหลังของเธอมากนัก ริมฝีปากของเธอสั่นระริก จนเกือบควบคุมไม่ได้แม้จะอยากเปล่งเสียงมากแค่ไหน แต่ความพยายามนั้นกลับตอบกลับมาเป็นเพียงเสียงที่เงียบสะงัดกว่าเดิม และวินาทีก่อนที่ความเงียบจะสลายไปนั้นเอง ไหล่ซ้ายของเธอรับรู้ถึงสัมผัสอันเย็นเฉียบ

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด” เสียงของไผ่เปล่งออกมาแทบจะในทันทีที่เธอรู้สึกถึงสัมผัสที่อธิบายไม่ได้นั้น ขาที่พร้อมก้าวหนีมาเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ กลับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยแรงอันมหาศาล เธอล้มลงบนกองเอกสารของเธอทันที!!

“ไผ่ เป็นไรรึเปล่า” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นฝ่าความกลัวสุดขีดที่เธอเพิ่งเจอ เสียงนั้นเพิ่มความอบอุ่นให้กับเธออีกครั้ง เธอพยายามอย่างหยักที่จะลืมตาดูอีกฝ่าย แต่เธอก็หมดแรงที่จะพูดอะไรได้ เธอรู้แค่ว่าตอนนี้เธอปลอดภัยแล้ว….

กลิ่นชาคาโมมายลอยมาแตะที่ปลายจมูกของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน เปลือกตาที่หนักอึ้งถูกดึงขึ้นด้วยกลิ่นอันผ่อนคลายของน้ำชาที่นอนอยู่ในถ้วยสีขาวสะอาดตาข้างๆ ตัวเธอ

“เป็นไงบ้าง นี่ๆผมเอง เบนจำได้มั้ย? ” ชายหนุ่มยื่นหน้ามาทักทายทันทีที่เธอโฟกัสภาพได้

“จำได้ๆ ค่ะ” เธอยันตัวขึ้นมาด้วยแรงที่ไม่ค่อยเต็มร้อยนัก ก่อนจะมองไปรอบๆห้องและรู้ว่าตอนนี้เธออยู่ในห้องของอีกฝ่ายนั่นเอง

“อ่ะ….ดื่มนี่ก่อน” เขาหยิบชาคาโมมายให้ช้าๆ จังหวะที่ชาอุ่นๆแตะที่ริมฝีปากอันแห้งกรอบของเธอ ทำให้เธอค่อยๆ เรียกสติกลับคืนได้ไม่ยากนัก

“ฉันว่าห้อง 107 ต้องมีอะไรแน่เลย” ไผ่พูดออกมาขณะกุมถ้วยชาสีขาวที่เหลือเพียงคราบชาเล็กน้อยเท่านั้น

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมเห็นคุณยืนตัวแข็งอยู่หน้าห้องนั่น ไม่สิ เหมือนจะก้าวขาแต่โดนสต๊าฟไว้”

ไผ่รีบวางแก้วชาลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง “ใช่มั้ยคะ คุณก็เห็นใช่มั้ย” ไผ่รีบถามอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น ราวกลับว่าจะหาเพื่อนที่ยืนยันว่า ไม่ใช่แค่เธอ ที่คิดและรู่สึกไปคนเดียวใช่มั้ย?

“ใช่ ผมเห็นไผ่นะ” เบนยืนยันคำเดิม

“แล้วเห็นอย่างอื่นอีกมั้ยคะ?” เสียงของไผ่ดูสั่นเครือเล็กน้อย

“ไม่นะ มีอะไรอีกหรอครับ” ผิวที่ขาวอยู่แล้วเบนแลดูซีดลงเล็กน้อย

“ชะ ชั้นว่าฉันได้ยินอะไรบางอย่าง ตกอยู่ด้านหลังฉันค่ะ” ไผ่พยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ด้วยความกลัวที่เริ่มทวีขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะค่อยสะบัดเอาความกลัวออกไปอย่างยากเย็น

“ของตกหรอ” เบนเริ่มสงสัยอีกครั้ง

“มะ มันเหมือน ของที่หนักมากๆ “ เธอพยายามนึกภาพที่เกิดขึ้นอีกครั้ง แม้จะไม่เห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ก็รับรู้ได้ว่ามันคือ “ต้องเป็นร่างของคนแน่นอน” เขาผละออกจากเธอแทบจะในทันที

บรรยากาศเงียบงันมาเยือนทั้ง 2 อย่างไม่ต้องรอคำรับเชิญ และด้วยเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในคืนนี้เอง ทำให้ไผ่ต้องเสียมารยาทที่จะขอนอนที่ห้องของฝ่ายชายอย่างช่วยไม่ได้ เพราะใบหน้าที่ดูซีดกว่าเดิม และตัวที่สั่นเทาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทั้งสองคนเลือกที่จะอยู่รวมกันแทนที่จะต้องไปเผชิญกับเรื่องหลอนๆ ที่ห้องคนเดียว!

“ไผ่นอนบนเตียงได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” เบนลากฟูกนอนหนาเกือบ 5 นิ้วออกมาวางข้างๆ เตียงที่ปูด้วยผ้าคลุมสีเทาอ่อนอย่างร่าเริง

“แต่ฉันมาขอนายนอนด้วย ฉันนอนข้างล่างดีกว่า”

“ไม่ได้ๆ ไม่งั้นเดี๋ยวเกิดมีอะไรแปลกๆ เราจะช่วยไผ่ได้ยังไง?”

ทั้งสองคนผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจระบุเวลาได้ อากาศภายนอกยังคงเย็นยะเยือกเหมือนเช่นวันก่อนๆ ไม่นานนัก เสียงรองเท้าผ้าใบที่ลากไปกับพื้นกระเบื้องหน้าห้องก็ดังกึกก้องอีกครั้ง ไผ่เบิกตาโพลงขึ้นมาทันที เธอรีบพลิกหาชายหนุ่มที่พลิกตัวหันมาหาเธอเช่นกัน เสียงฝีเท้าหยุดกึก ไปได้เกือบ 30 วินาที ก่อนที่จะมีเสียงก้าวเดินเบาๆ ดังมาจากข้างห้องที่พวกเขานอนอยู่นั่นเอง

ไผ่ค่อยๆ ขยับมาจนเกือบปลายเตียงมองหน้าของเบนอย่างไม่ละสายตา

“ผลั่ว!! แกร๊กๆๆๆๆๆ ตึบๆๆๆ” เสียงเหมือนคนกำลังตะเกียดตะกลายจากบางสิ่งบางอย่าง ดังขึ้นอย่างน่าใจหาย พร้อมกับลมหายใจที่ถี่ขึ้นของเบน ไผ่รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เธอค่อยๆ คลานลงมาจากเตียงและสัมผัสที่ไหล่ของเบนด้วยความหนักแน่น แต่ดวงตาของเบนกรอกไปมาซ้ายขวา ราวกับพยายามเค้นหาภาพความทรงจำบางอย่าง ที่เลือนหายไปอย่างกระวนกระวายใจ

“เบน” ไผ่กระซิบเบาๆ พลางบีบไหล่อีกฝ่ายให้ผ่อนคลายลง แต่เสียงตะเกียดตะกายทกลับยังดังอย่างต่อเนื่อง และชัดขึ้นกว่าเก่า

“ก๊อกๆๆๆ” เสียงเคาะประตูอย่างแผ่วเบาดังขึ้น ราวกับเสียงพระซิบที่ไม่อยากให้ใครได้ยิน ไผ่มองไปตามเสียงก่อนจะหันกลับมาหาเบน ที่บัดนี้คลุมโปงนอนไปกับตียงเสียแล้ว ไผ่แตะไปที่ร่างของชายหนุ่มเบาๆ  เป็นการเรียกอีกฝ่าย ก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังชัดขึ้นอีกครั้ง

“เจ้าหนุ่ม ออกมาหน่อย” เสียงของป้าเจ้าของหอดังขึ้นเบาๆ ไผ่หันกลับไปที่ประตู และหันกลับมาที่ชายหนุ่มที่ดูจะนอนแน่นิ่งไปแล้ว “งั้นฉันไปคุยกับป้าเอง” ไผ่กระซิบเบาๆ ก่อนจะไปเปิดประตู

“อ้าว…..” สีหน้าของป้าเจ้าของหอดูตกใจเล็กน้อยที่ไผ่เดินออกมาเปิดประตูแทนที่จะเป็นเบน

“มีอะไรรึเปล่าคะ” ไผ่ถามอีกฝ่ายเพื่อละลายความเขินอายที่เกิดขึ้น ออย่างไม่ทันตั้งตัว

“มีคนแจ้งว่าห้อง 107 แปลกๆ จริงๆ ป้าเลยจะมาถามเจ้าหนุ่มนี่กับเธอว่ามีอะไรผิดปกติมั้ย?”

“เมื่อกี้พวกเราเพิ่งได้ยินเสียง เหมือนมีคนโดนทำร้ายอยู่เลยค่ะ” ไผ่รีบกุมมือป้าเจ้าของหอทันทีที่เธอพูดจบ สิ้นเสียงพูดของเธอ เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอีก 4 คนก็กรูกันไปที่ห้อง 107 ทันที ไผ่ที่กำลังตื่นตระหนก ไม่รอช้า เธอเดินก้าวตามป้าเจ้าของหอไป แม้ไม่ได้รับคำเชิญ เสียงสะเดาะกุญแจดังอย่างเงียบเฉียบ มีเพียงเพื่อนร่วมหอ 2-3 คนที่โผล่ออกมาดูเหตุการณ์อย่างไร้เสียงพูดคุย

วินาทีแรกที่ประตูห้องถูกเปิดออก กลิ่นเหม็นจางๆ ลอยออกมาจนคนบริเวณนั้นต่างพากันปิดจมูกกันเป็นแถว ไผ่ที่ยืนอยู่หลังบ้านประตู ไม่ได้เดินตามเจ้าหน้าที่เข้าไป มีเพียงเสียงของรองเท้าผ้าใบหนักๆ ที่ดังขึ้นเป็นก้าวๆ พร้อมกับเสียงรองเท้าแตะเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของคุณป้าเจ้าของหอเท่านั้น

“ฉิบหลายยยย” เสียงอุทานของคุณป้าดังขึ้นเบาๆ ราวกับว่าเธอไม่อยากให้ความบรรลัยเบื้องหน้าถูกแพร่งพรายออกไปจากห้องนี้ เสียงหัวใจของไผ่เต้นไม่เป็นจังหวะ ลมหายใจก็ดูจะขาดเป็นห้วงๆ อย่างควบคุมไม่ได้ เธอฉุกคิดว่า ควรจะไปตามเบนที่ยังนอนนิ่งอยู่ที่ฝูก ให้มาร่วมรับรู้ความสยองที่น่าจะเกิดขึ้นไม่นานนี้ แต่จังหวะที่เธอกำลังจะก้าวไปที่ห้อง 105 นั่นเอง แรงฉุดที่ข้อศอกของเธอ ก็รั้งร่างเล็กๆ ให้หยุดชะงักจนไม่สามารถเดินต่อไปได้

“นี่ยัยหนู…..ทำไมเธออยู่ที่ห้องเจ้าเด็กนั่นได้ล่ะ”

“เด็กนั่น….หมายถึงเบนหรอคะ?” ไผ่ถามด้วยความตกใจ พร้อมใบหน้าที่สูดฉีดไปด้วยเลือดอีกครั้ง ป้าพยักหน้ารับว่าคำถามที่เธอย้อนกลับมาเป็นไปตามความสัมพันธ์ที่เธอเพิ่งถามไปก่อนหน้า

“เอ่อออ มีเรื่องนิดหน่อยค่ะ หนูเลยขอค้างที่ห้องเค้าคืนนึง แต่เราไม่ได้ทำเรื่องอะไรแปลกๆนะคะ” สาวร่างเล็กพยายามอย่างมากที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงของเธออย่างหนักแน่น

“เธออยู่กับเจ้าเบนหรอ เมื่อกี้น่ะ” ป้าเลิกคิ้วสูงเสียจนตีนกาบนหน้าพากทับทบกันเกือบ 4 พับได้ “ใช่ค่ะ” ไผ่รีบวิ่งไปที่ห้อง 105 ใช้มือซ้ายแตะไปที่สวิซต์ไฟอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะชี้ไปที่กองฟูกที่อยู่บนพื้น

“นั่นไงคะ!!  เบน!! เบน!! เกิดเรื่องแล้ว” ไผ่เร่งน้ำเสียงขึ้นเล็กน้อยเพราะคิดว่าเบนน่าจะเผลอหลับไประหว่างที่เธอเดินไปคุยกับป้าเจ้าของหอ แต่น่าแปลกที่ร่างบนฟูกนั้นนิ่งสนิท มีเพียงเสียงเอี๊ยด

อ๊าดของรองเท้าแตะป้าเจ้าของหอที่เดินอาดๆ ไปที่ฟูกสีขาวสะอาดตา และยังไม่ทันไร มือที่ยับย่นของป้าก็กระชากผ่าห่มสีขาวนวลให้สะบัดขึ้นเหนือศีรษะ ไผ่มองไปที่ฟูกนอนที่บัดนี้ว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดเคยนอนออยู่ตรงนี้มาก่อน ณ ชั่วขณะนั้นเองที่สมองของเธอว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง

“พบศพนักศึกษาชายถูกรัดคอเสียชีวิตที่ห้องหมายเลข 107 คาดว่า ฆาตกร น่าจะเป็นเจ้าของห้องที่ทิ้งร้างห้องพักไปเป็นเดือน ภายในยังพบร่างของมนุษย์ที่ถูกชำแหละไว้อีก 1 ศพที่ตู้เย็น สันนิฐานว่าผู้ตายน่าจะเห็นผู้ต้องสงสัยกระทำการบางอย่าง จนเป็นเหตุให้เกิดการฆ่าตกรรมในครั้งนี้” วิสันยีรายงาน

ความคิดเห็นและคะแนนของคณะกรรมการ

ชื่อเรื่อง - 6.4
เนื้อเรื่อง - 7.3
ความสนุก - 7.3
ภาพรวม - 7.2

7.1

จากคะแนนเต็ม 10

ชื่อเรื่อง อ่านปุ๊ป รู้เลยว่ามีผีแน่ๆ (หนังผีชอบใช้ชื่อแนวๆนี้) พล็อตเรื่อง ไม่ใหม่ แต่มีการหักมุม จากที่คิดว่าเป็นเรื่องผี ก็กลายเป็นฆาตกรรมไปได้ ถือว่าดีมากเลย การดำเนินเรื่อง ไล่เหตุการณ์ ไล่ความรู้สึกได้ดี มีความพีคซ่อนอยู่ในแต่ละช่วง ถือว่าดี และมีการเฉลยปมทุกตอน ไม่ปล่อยให้คนอ่านค้างคา ภาพรวม โดยรวมของเรื่องถือว่าดี แต่พลาดตรง ไม่เกี่ยวกับธีมประกวด ทำให้โดนหักคะแนน ไปเหลือแค่รางวัลชมเชย

User Rating: 3.7 ( 1 votes)

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top button